





ขายคอนโด Maestro 19 Ratchada 19-Vipha 1 ห้องนอน 30 ตร.ม. ชั้น B-A5
Maestro 19 Ratchada 19-Vipha
฿ 2,950,000(98,333 บาท/ตร.ม.)
เขตดินแดง · ซอยรัชดา 19 ตัดวิภาวดีรังสิต · MRT รัชดาภิเษก 750 ม.
Kim Bangkok Property ถือห้องมือสองในโครงการนี้อยู่ 2 ห้อง คือ 1 ห้องนอน 30 ตารางเมตร ราคา 2.95 ล้านบาท และ 2 ห้องนอน 61.41 ตารางเมตร ราคา 6.20 ล้านบาท ตัวตึกเป็นผลงานของ Major Development สร้างเสร็จเดือนพฤศจิกายน 2562 มีทั้งหมด 4 อาคาร และตั้งอยู่ตรงจุดที่ซอยรัชดา 19 ทะลุออกถนนวิภาวดีรังสิต ในเขตดินแดง หน้านี้เขียนเรื่องตัวอาคารกับทำเลเป็นหลัก ทั้งข้อดีและข้อเสีย ห้องสองห้องเป็นแค่ส่วนหนึ่งของหน้า ไม่ใช่ทั้งหมด






ขายคอนโด Maestro 19 Ratchada 19-Vipha 1 ห้องนอน 30 ตร.ม. ชั้น B-A5
Maestro 19 Ratchada 19-Vipha
฿ 2,950,000(98,333 บาท/ตร.ม.)






ขายคอนโด Maestro 19 Ratchada 19-Vipha 2 ห้องนอน 61.41 ตร.ม. ชั้น D-8
Maestro 19 Ratchada 19-Vipha
฿ 6,200,000(100,961 บาท/ตร.ม.)
ข้อมูลราคา ณ กรกฎาคม 2569 · ราคาและสถานะห้องอาจเปลี่ยนแปลง
รหัสห้อง M01301
฿ 2,950,000
Maestro 19 Ratchada 19-Vipha
฿ 2,950,000 (98,333 บาท/ตร.ม.)
Sell with tenant 15.5k THB, Contract ex.04/2027
ในตึกนี้ผมถืออยู่ 2 ห้อง ราคาต่อตารางเมตรอยู่ระหว่าง 98,333 ถึง 100,961 บาท ห้องนี้อยู่อันดับที่ 1 (98,333 บาท/ตร.ม.)
รถไฟฟ้า / ขนส่ง
ห้าง / ตลาด
โรงเรียน / มหาวิทยาลัย
อื่น ๆ ใกล้เคียง
รหัสห้อง M04670
฿ 6,200,000
Maestro 19 Ratchada 19-Vipha
฿ 6,200,000 (100,961 บาท/ตร.ม.)
ในตึกนี้ผมถืออยู่ 2 ห้อง ราคาต่อตารางเมตรอยู่ระหว่าง 98,333 ถึง 100,961 บาท ห้องนี้อยู่อันดับที่ 2 (100,961 บาท/ตร.ม.)
รถไฟฟ้า / ขนส่ง
ห้าง / ตลาด
โรงเรียน / มหาวิทยาลัย
อื่น ๆ ใกล้เคียง
ตัวอาคารก่อน แล้วค่อยว่ากันเรื่องห้อง
ตัวเลขสามตัวนี้บอกอะไรได้เยอะกว่าที่คิด อายุตึก จำนวนอาคาร และพื้นที่อาคารรวม เพราะสามตัวนี้กำหนดว่าคุณจะเจอค่าใช้จ่ายอะไรในอีกห้าปีข้างหน้า และจะต้องเลือกอะไรบ้างก่อนเซ็นสัญญา ผมแยกให้เห็นทั้งด้านที่เป็นข้อดีและด้านที่เป็นภาระ
ตึกผ่านช่วงเปลี่ยนมือรอบแรกไปแล้ว โครงการที่โอนมาตั้งแต่ปี 2562 มีเจ้าของอยู่จริง มีผู้เช่าอยู่จริง และมีประวัติการอยู่อาศัยให้ดู ไม่ใช่ตึกที่ยังเดาไม่ออกว่าจะกลายเป็นอย่างไร
นิติบุคคลมีประวัติให้ตรวจ คุณขอดูรายงานการประชุมใหญ่ย้อนหลัง งบการเงิน และอัตราการเก็บค่าส่วนกลางได้จริง นี่คือข้อมูลที่ตึกสร้างเสร็จใหม่ไม่มีให้ และเป็นตัวชี้วัดคุณภาพการดูแลอาคารที่ตรงที่สุด
มีราคาขายต่อในอดีตให้อ้างอิง ตึกที่โอนมาแล้ว 6 ปีมีสถิติการซื้อขายจริงในระบบ ทั้งฝั่งคุณและฝั่งผู้ขายจึงเถียงกันบนตัวเลขได้ ไม่ต้องเดาราคากลางกันเอง
งานระบบยังไม่ถึงรอบเปลี่ยนใหญ่ ลิฟต์ ปั๊มน้ำ และระบบไฟฟ้าส่วนกลางในตึกอายุเท่านี้ปกติยังอยู่ในรอบอายุการใช้งานแรก แต่กำลังเข้าใกล้ช่วงที่ต้องเริ่มวางแผน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ต้องดูสุขภาพกองทุนซ่อมบำรุง
ประกันจากผู้พัฒนาหมดแล้ว ตามกฎหมายอาคารชุด โครงสร้างหลักรับประกัน 5 ปี ส่วนควบอื่น 2 ปี นับจากวันจดทะเบียนอาคารชุด ไม่ใช่นับจากวันที่คุณรับโอน ตึกปี 2562 จึงเดินครบทั้งสองช่วงไปแล้ว ตั้งแต่นี้ไป งานส่วนกลางเป็นเรื่องของนิติบุคคลกับกองทุน และงานในห้องเป็นเรื่องของคุณ
งานในห้องเริ่มถึงรอบแรก แอร์ เครื่องทำน้ำอุ่น ซิลิโคนขอบอ่าง และวัสดุปิดผิวบางจุดของห้องอายุ 6 ปีเริ่มมีอาการให้เห็น ทั้งสองห้องเป็นห้องตกแต่งครบพร้อมอยู่ แต่ควรกันงบตรวจสภาพและซ่อมย่อยไว้ล่วงหน้า
โครงการ 4 อาคารแปลว่าคุณต้องเลือกอาคารก่อนเลือกห้อง ในตึกเดี่ยว คุณเลือกแค่ชั้นกับทิศ แต่ที่นี่การเลือกอาคารมีผลกับระยะเดินออกถนน มุมมองที่ได้ และเสียงที่ได้ยิน และเป็นสิ่งที่แก้ไม่ได้หลังโอน
พื้นที่อาคารรวม 8,413 ตารางเมตรคือขนาดกลาง ไม่ใช่คอมมูนิตี้ขนาดใหญ่ที่มีร้านค้าครบในตัว ของกินของใช้ยังต้องออกไปหานอกโครงการ ซึ่งข้อดีคือส่วนกลางไม่ได้ใหญ่จนค่าดูแลบานปลาย
เรื่องที่ผมอยากให้ชั่งน้ำหนักที่สุดคือประกันที่หมดอายุ เพราะคนซื้อมือสองส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่านาฬิกาประกันเริ่มนับใหม่ตอนตัวเองรับโอน ความจริงคือมันนับจากวันจดทะเบียนอาคารชุดครั้งเดียว ตึกนี้จึงพ้นทั้งประกัน 2 ปีและ 5 ปีมาแล้ว ผลที่ตามมาไม่ได้แย่เสมอไป เพราะราคาต่อตารางเมตรของตึกอายุนี้ก็ต่ำกว่าตึกใหม่ในย่านเดียวกันอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งที่ควรทำคือเอาส่วนต่างที่ประหยัดได้ไปกันเป็นงบซ่อมบำรุงส่วนตัวแทน แล้วขอดูงบการเงินของนิติบุคคลก่อนวางมัดจำ ไม่ใช่หลังโอน
เรื่องที่สองคือคำว่า Major Development ในเอกสาร นี่เป็นข้อเท็จจริงของตัวอาคารที่ระบุมากับห้องทั้งสองห้อง ไม่ใช่การบอกว่าผมทำงานให้ผู้พัฒนารายนี้ ผมเป็นนายหน้าที่รับขายห้องจากเจ้าของโดยตรง และค่านายหน้ามาจากฝั่งผู้ขาย ไม่ใช่จากคุณ
ทำไมชื่อโครงการถึงมีถนนสองเส้น
ชื่อ “รัชดา 19-วิภา” ไม่ใช่ชื่อการตลาดที่ยืมย่านอื่นมาใช้ แต่เป็นคำบรรยายพิกัดตรง ๆ โครงการอยู่ตรงจุดที่ซอยรัชดาภิเษก 19 พาดผ่านไปบรรจบกับถนนวิภาวดีรังสิต และที่อยู่จดทะเบียนใช้ฝั่งวิภาวดีคือ 98 ซอยวิภาวดีรังสิต 16 การอยู่บนมุมแบบนี้ให้ทั้งข้อดีและข้อเสียคนละชุด และคนที่เข้าใจสองชุดนี้จะเลือกอาคารกับทิศห้องได้ถูกตั้งแต่แรก
ซอยรัชดา 19 คือเส้นที่พาคุณออกไปชนถนนรัชดาภิเษกและไปต่อที่สถานี MRT รัชดาภิเษก (BL16) ในระยะ 750 เมตร นี่คือเส้นทางเดินประจำวันของคนที่อยู่ที่นี่ ไม่ใช่ฝั่งวิภาวดี
ระดับความจอแจของซอยเป็นแบบซอยที่มีคนอยู่อาศัยจริง มีร้านค้าเล็ก ๆ ตามทาง และมี 7-Eleven ในระยะ 300 เมตร ซึ่งเป็นระยะที่เดินไปได้แม้ตอนดึกโดยไม่ต้องคิดมาก
ข้อดีที่คนมองข้ามคือ คำว่า “รัชดา 19” เป็นคำที่คนกรุงเทพใช้ค้นหาทำเลนี้จริง ๆ ไม่ใช่คำที่นักการตลาดคิดขึ้น เวลาคุณขายต่อ ผู้ซื้อของคุณก็จะค้นด้วยคำนี้เหมือนกัน
ถนนวิภาวดีรังสิตเป็นถนนสายหลักคู่ขนานทางด่วน ที่วิ่งขึ้นเหนือไปดอนเมืองและลงใต้เข้าใจกลางเมือง ข้อดีคือถ้าคุณขับรถ คุณขึ้นทางด่วนและออกไปสนามบินดอนเมืองได้เร็วกว่าคอนโดที่อยู่ลึกในซอยของย่านอื่นมาก
ข้อเสียที่ต้องพูดตรง ๆ คือมันเป็นถนนใหญ่ที่มีรถวิ่งเร็วเกือบตลอดวัน ห้องที่หันหน้าเข้าฝั่งนี้จะได้ยินเสียงจราจรต่อเนื่อง และการเดินข้ามถนนวิภาวดีไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ตามใจ ต้องใช้สะพานลอยหรือจุดข้ามที่กำหนดเท่านั้น
ถ้าคุณเป็นคนที่ทำงานอยู่บ้านหรือเป็นคนนอนไว ให้ขอดูห้องที่หันเข้าด้านในโครงการก่อน แล้วค่อยพิจารณาห้องฝั่งถนน ไม่ใช่กลับกัน
เขตปกครองคือดินแดง ไม่ใช่ห้วยขวาง และไม่ใช่จตุจักร — ที่อยู่ที่ระบุมากับห้องทั้งสองห้องคือ 98 ซอยวิภาวดีรังสิต 16 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400 คนมักเหมารวมย่านนี้ว่า “รัชดา” ซึ่งไม่ผิดในเชิงทำเล แต่ในเชิงเอกสาร ทะเบียนบ้าน สำนักงานเขตที่ต้องไปติดต่อ และการค้นข้อมูลราคาประเมิน ทั้งหมดอยู่ที่เขตดินแดง ภาพรวมของย่านทั้งเส้นอ่านได้ที่หน้า คอนโดรัชดา
การเดินทางระดับตัวอาคาร
ประกาศขายชอบเขียนว่าโครงการนี้ “อยู่ระหว่างสองสายรถไฟฟ้า” ซึ่งจริงตามตัวอักษร แต่ระยะสองสายนี้ต่างกันเท่าตัว และในชีวิตจริงคุณจะใช้สายเดียวเป็นหลัก ผมเลยขอแยกให้ชัดตั้งแต่ต้น เพราะการเลือกโดยคิดว่าจะได้ใช้ทั้งสองสายเท่า ๆ กันคือการเลือกจากข้อมูลผิด
750 เมตรที่ความเร็วเดินปกติราว 80 เมตรต่อนาที คือ ประมาณ 9–10 นาที ซึ่งอยู่ในระยะที่คนทำงานส่วนใหญ่เดินได้ทุกวันโดยไม่ต้องฝืน เส้นทางคือออกจากซอยรัชดา 19 มาชนถนนรัชดาภิเษก แล้วเดินตามทางเท้าไปที่ปากทางลงสถานี
สถานีรัชดาภิเษกอยู่บนสายสีน้ำเงินซึ่งเป็นวงกลม แปลว่าจากที่นี่คุณต่อไปสีลม สามย่าน หัวลำโพง จตุจักร และย่านออฟฟิศบนรัชดาทั้งเส้นได้ในรถไฟขบวนเดียว ไม่ต้องเปลี่ยนสาย นี่คือข้อได้เปรียบที่แท้จริงของทำเลนี้
ข้อควรรู้: 750 เมตรไม่ใช่ระยะติดสถานี ถ้าคุณคาดหวังว่าลงจากลิฟต์แล้วเจอทางเข้าสถานีเลย ทำเลนี้จะไม่ตรงกับความคาดหวัง ให้เผื่อเวลาหน้าฝนด้วยเสมอ
ระยะถึงสถานีลาดพร้าว (YL1) ต้นสายสีเหลืองคือ 1,500 เมตร หรือราว 19 นาทีเดิน ตัวเลขนี้เป็นระยะที่คนส่วนใหญ่จะเลิกเดินและเปลี่ยนไปใช้วินมอเตอร์ไซค์หรือเรียกรถแทน ถ้าคุณต้องใช้ทุกวันเช้าเย็น ให้บวกค่าเดินทางประจำเดือนเข้าไปในงบตั้งแต่แรก
แล้วสายสีเหลืองมีประโยชน์ตรงไหน คำตอบคือเวลาคุณต้องไปฝั่งตะวันออกและใต้ของเมือง เช่น บางกะปิ ศรีนครินทร์ หรือสำโรง ซึ่งเป็นเส้นที่สายสีน้ำเงินไปไม่ถึงตรง ๆ การมีสายที่สองในระยะเรียกรถได้ห้านาทีเป็นของแถมที่มีค่า แต่ไม่ใช่เหตุผลหลักที่ควรใช้ตัดสินใจซื้อ
สรุปแบบตรงไปตรงมา: นี่คือทำเลสองสายจริง แต่เป็นสองสายแบบ “หนึ่งสายเดินถึง อีกสายต้องนั่ง” ไม่ใช่สองสายที่เดินถึงเท่ากัน
ระยะทางมาจากข้อมูลที่บันทึกไว้กับห้องทั้งสองห้องในโครงการนี้ เวลาเดินคำนวณจากความเร็วเดินปกติราว 80 เมตรต่อนาที เวลาโดยรถขึ้นกับสภาพจราจรจริงบนถนนวิภาวดีรังสิตและรัชดาภิเษก ซึ่งสองเส้นนี้ติดหนักช่วงเช้าและเย็น
โจทย์เฉพาะของโครงการหลายอาคาร
ผมไม่รู้ผังภายในของทั้ง 4 อาคารเป็นรายชั้น และจะไม่เดาให้คุณฟัง แต่ผมรู้ว่าต้องถามอะไรตอนไปยืนอยู่ในโครงการจริง ห้องที่ผมถืออยู่บังเอิญกระจายอยู่คนละอาคารพอดี คือ M01301 ในอาคาร B และ M04670 ในอาคาร D ซึ่งเป็นข้อดีสำหรับคุณ เพราะนัดครั้งเดียวได้เทียบสองอาคารเลย
ระยะภายในโครงการบวกเพิ่มจาก 750 เมตรที่ต้องเดินไปสถานีอยู่แล้ว ต่างกันหนึ่งร้อยเมตรก็คืออีกหนึ่งนาทีต่อเที่ยว สองเที่ยวต่อวัน ทุกวัน วัดจากล็อบบี้ของอาคารนั้นถึงประตูที่คุณจะใช้ออกจริง ไม่ใช่ประตูบนแผนที่
นี่คือคำถามที่สำคัญที่สุดของโครงการนี้ ห้องฝั่งถนนวิภาวดีรังสิตได้เสียงจราจรและไฟถนนต่อเนื่อง ห้องที่หันเข้าด้านในเงียบกว่าแต่บางตำแหน่งจะมองเห็นอาคารฝั่งตรงข้ามในระยะใกล้ ไปยืนฟังเสียงเองอย่างน้อยหนึ่งครั้งช่วงเย็นวันธรรมดา
ห้องที่หันตะวันตกในกรุงเทพได้แดดบ่ายเต็ม ๆ ซึ่งขึ้นค่าไฟจริงทุกเดือน ไม่ใช่เรื่องความรู้สึก ขอเข้าดูห้องช่วงบ่ายสองถึงสี่โมง แล้วจับผนังกับกระจกดูว่าอุ่นแค่ไหน วิธีนี้บอกได้มากกว่าคำว่า “วิวสวย” ในประกาศ
คิวลิฟต์ตอนเช้าไม่ได้ขึ้นกับขนาดโครงการรวม แต่ขึ้นกับสัดส่วนลิฟต์ต่อห้องของอาคารที่คุณจะอยู่ ถามนิติบุคคลได้ตรง ๆ และควรถามก่อนวางมัดจำ ในตึกอายุ 6 ปีให้ถามเพิ่มด้วยว่าปีที่ผ่านมาลิฟต์เสียกี่ครั้ง
ในโครงการหลายอาคาร ที่จอดอาจไม่ได้อยู่ใต้ตึกที่คุณอยู่ ถามให้ชัดว่าเดินจากจุดจอดถึงลิฟต์บ้านคุณกี่เมตร ต้องเดินกลางแจ้งไหม และสัดส่วนที่จอดต่อห้องของโครงการอยู่เท่าไหร่ ทำเลติดถนนใหญ่แบบนี้มีคนมีรถเยอะกว่าค่าเฉลี่ย
โควตาต่างชาตินับตามพื้นที่ขายของแต่ละอาคาร ไม่ใช่ของโครงการรวม อาคาร B กับอาคาร D จึงมีตัวเลขคนละชุด ถ้าคุณเป็นผู้ซื้อชาวต่างชาติ ให้ขอหนังสือยืนยันจากนิติบุคคลก่อนวางมัดจำทุกครั้ง
ข้อสังเกตเรื่องเอกสารที่ผมต้องบอกไว้ก่อน รหัสชั้นของห้อง M01301 มาในรูปแบบ B-A5 ตามที่เจ้าของและต้นทางแจ้ง ซึ่งไม่ตรงรูปแบบเดียวกับ D-8 ของอีกห้อง ผมจะยืนยันเลขชั้นจริงกับนิติบุคคลให้ก่อนนัดดูทุกครั้ง และจะไม่เขียนเลขชั้นที่ผมยังยืนยันไม่ได้ลงในหน้านี้ นี่เป็นเรื่องเล็กแต่เป็นเรื่องที่บอกได้ว่าใครอ่านเอกสารจริงและใครก๊อปประกาศมาวาง
ห้องที่มีอยู่จริงตอนนี้
สองห้องนี้เป็นห้องมือสองที่เจ้าของขายเอง ทั้งคู่ตกแต่งครบพร้อมเข้าอยู่ ทั้งคู่ระบุว่าอยู่ในโควตาต่างชาติ และทั้งคู่บันทึกค่าโอนไว้ที่ตกลงกันคนละครึ่ง กดที่รหัสห้องเพื่อเปิดสเปกและรูปทั้งหมดของห้องนั้น ลิงก์ของแต่ละห้องส่งต่อในแชทได้ตรง ๆ
ข้อมูลราคา ณ กรกฎาคม 2569 · ราคาและสถานะห้องเปลี่ยนได้ตลอด ทักมาเช็กล่าสุดก่อนตัดสินใจทุกครั้ง · ค่าส่วนกลางของทั้งสองห้องบันทึกไว้ที่ 65 บาท/ตร.ม./เดือน
อ่านราคาให้ออก
ผมเจอเรื่องนี้ไม่บ่อย และมันมีประโยชน์กับคุณจริง ๆ ในตลาดคอนโดเกือบทุกที่ ห้องเล็กจะมีราคาต่อตารางเมตรสูงกว่าห้องใหญ่อย่างชัดเจน เพราะห้องเล็กมีสภาพคล่องสูงกว่าและมีคนซื้อมากกว่า แต่สองห้องที่ผมถืออยู่ในตึกนี้แทบไม่มีส่วนต่างนั้นเลย
ลองดูตัวเลขช้า ๆ ห้อง 1 ห้องนอน 30 ตารางเมตร ราคา 2,950,000 บาท คิดเป็น 98,333 บาทต่อตารางเมตร ห้อง 2 ห้องนอน 61.41 ตารางเมตร ราคา 6,200,000 บาท คิดเป็น 100,961 บาทต่อตารางเมตร ส่วนต่างคือ 2,628 บาทต่อตารางเมตร หรือ 2.7 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่พื้นที่ต่างกัน 2.05 เท่า และราคาต่างกัน 2.10 เท่า พูดง่าย ๆ คือพื้นที่กับราคาขยับขึ้นไปพร้อมกันเกือบเป๊ะ
มีอีกวิธีมองที่ผมชอบมากกว่า คือดูว่าพื้นที่ส่วนที่เพิ่มขึ้นมาคุณจ่ายเท่าไหร่ต่อตารางเมตร ห้องใหญ่กว่าอยู่ 31.41 ตารางเมตร และแพงกว่าอยู่ 3,250,000 บาท หารกันได้ 103,470 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งสูงกว่าเรตของห้องเล็กเพียงประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ แปลว่าในตึกนี้ การขยับจากห้องเล็กไปห้องใหญ่ไม่ได้ทำให้คุณจ่ายค่าพรีเมียมขนาดใหญ่ และก็ไม่ได้ทำให้คุณได้ส่วนลดขนาดใหญ่เช่นกัน คุณซื้อพื้นที่ในราคาเกือบคงที่
เอาไปใช้ยังไง ถ้าคุณลังเลระหว่างสองห้องนี้ คำถามจึงไม่ใช่ “ห้องไหนคุ้มกว่าต่อตารางเมตร” เพราะคำตอบคือแทบไม่ต่างกัน คำถามที่ถูกคือ “คุณต้องการพื้นที่เท่าไหร่จริง ๆ และคุณรับภาระค่าส่วนกลางเดือนละเท่าไหร่ไหว” ห้องเล็กคือ 1,950 บาทต่อเดือน ห้องใหญ่คือ 3,992 บาทต่อเดือน ต่างกันปีละราว 24,500 บาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่วิ่งไปตลอดอายุการถือครอง ต่างจากราคาซื้อที่จ่ายครั้งเดียว
อีกข้อที่ต้องอ่านคู่กันคืออาคาร ห้องเล็กอยู่อาคาร B ห้องใหญ่อยู่อาคาร D ในโครงการ 4 อาคาร ราคาต่อตารางเมตรที่เท่ากันไม่ได้แปลว่าคุณภาพการอยู่อาศัยเท่ากัน ระยะเดินจากล็อบบี้ออกไปหน้าโครงการ ทิศที่หันไปเจอวิภาวดีรังสิต และแสงบ่าย ทั้งสามอย่างนี้ต่างกันได้ในโครงการเดียว และมันคือสิ่งที่ตัวเลขบาทต่อตารางเมตรมองไม่เห็น ไปยืนดูเองทั้งสองอาคารก่อนตัดสินใจ
สำหรับกรอบราคาย่าน สองห้องนี้อยู่ที่ขอบล่างของกลุ่มห้องรัชดาที่ผมถืออยู่ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่สมเหตุสมผลสำหรับตึกอายุ 6 ปีที่ห่างสถานี 750 เมตร การเปรียบเทียบข้ามตึกทั้งย่านเป็นงานของหน้าทำเล ไม่ใช่ของหน้านี้
ทั้งสองห้องระบุว่าอยู่ในโควตาต่างชาติ ผู้ซื้อชาวต่างชาติถือกรรมสิทธิ์ในชื่อตัวเองได้ โดยต้องโอนเงินเข้ามาให้ถูกวิธีเพื่อให้ธนาคารออกแบบ FET — ขั้นตอนและเอกสารทั้งหมดอยู่ในหน้า ต่างชาติซื้อคอนโดในไทย
พูดก่อนนัดดู ไม่ใช่หลังวางมัดจำ
ทุกตึกมีข้อเสีย ตึกที่ไม่มีข้อเสียคือตึกที่ยังหาข้อมูลไม่พอ ผมเขียนหกข้อนี้ไว้ก่อนเพราะถ้าข้อไหนเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคุณ คุณจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางมาดู
เป็นถนนสายหลักคู่ขนานทางด่วนที่มีรถวิ่งเกือบตลอดวัน ห้องที่หันเข้าฝั่งนี้ได้ยินเสียงจราจรต่อเนื่อง โดยเฉพาะชั้นล่างถึงชั้นกลาง ถ้าคุณนอนไวหรือทำงานที่บ้าน ให้เลือกห้องหันเข้าด้านในเท่านั้น
ถนนแบบนี้ข้ามได้เฉพาะจุดที่มีสะพานลอยหรือทางข้ามที่กำหนด ถ้าจุดหมายของคุณอยู่อีกฝั่ง ระยะจริงจะยาวกว่าที่แผนที่เส้นตรงบอก เผื่อเวลาไว้เสมอ
เดินได้จริงทุกวัน แต่ไม่ใช่ทำเลที่ลงจากตึกแล้วเจอทางเข้าสถานี หน้าฝนกับกลางวันที่แดดจัดจะรู้สึกได้ ถ้าคุณต้องการติดสถานีจริง ๆ ทำเลนี้จะไม่ตอบโจทย์และผมจะบอกตรง ๆ
1,500 เมตรคือเกือบยี่สิบนาทีเดิน ซึ่งในทางปฏิบัติแปลว่าต้องนั่งวินหรือเรียกรถ อย่าซื้อทำเลนี้เพราะคิดว่าจะได้ใช้สองสายเท่ากัน มันคือหนึ่งสายหลักกับหนึ่งสายสำรอง
ตึกปี 2562 พ้นทั้งประกัน 2 ปีและ 5 ปีไปแล้ว งานส่วนกลางจากนี้ขึ้นกับนิติบุคคลและกองทุนซ่อมบำรุงล้วน ๆ ขอดูงบการเงินและรายงานการประชุมใหญ่ย้อนหลังก่อนวางมัดจำทุกครั้ง
ถ้าคุณมองหาย่านที่มีร้านจีน ป้ายจีน และคนจีนหนาแน่นแบบห้วยขวาง ตลาดนัดห้วยขวางอยู่ห่าง 4.6 กิโลเมตร ไม่ใช่ระยะเดิน ทำเลนี้เป็นย่านคนกรุงเทพทั่วไปมากกว่า ซึ่งบางคนชอบ บางคนไม่ชอบ
แล้วใครที่ทำเลนี้เหมาะจริง ๆ คำตอบคือคนที่ทำงานอยู่บนแนวสายสีน้ำเงินและยอมเดินสิบนาทีเพื่อแลกกับราคาต่อตารางเมตรที่ต่ำกว่าตึกติดสถานีอย่างมีนัยสำคัญ คนที่มีรถและใช้วิภาวดีรังสิตขึ้นทางด่วนหรือขึ้นเหนือไปดอนเมืองเป็นประจำ และคนที่ต้องการห้องตกแต่งครบพร้อมเข้าอยู่โดยไม่อยากตั้งงบตกแต่งเพิ่ม สามกลุ่มนี้จะได้ประโยชน์เต็มจากตำแหน่งที่ตั้งของตึกนี้
ส่วนคนที่ผมจะบอกให้ไปดูที่อื่นคือคนที่ต้องการติดสถานีจริง ๆ คนที่อ่อนไหวกับเสียงมากและไม่ยอมรับข้อจำกัดเรื่องทิศห้อง และคนที่ต้องการตึกใหม่ที่ยังมีประกันจากผู้พัฒนาเหลืออยู่ ถ้าคุณอยู่ในสามกลุ่มหลังนี้ ทักมาบอกงบและเงื่อนไข ผมหาจากตึกอื่นในมือให้แทน ไม่ต้องฝืนซื้อสิ่งที่ไม่ตรง
ตอบจากข้อมูลจริงของตึกนี้
ที่อยู่ที่ระบุมากับห้องคือ 98 ซอยวิภาวดีรังสิต 16 ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400 เขตปกครองคือดินแดง ไม่ใช่ห้วยขวางและไม่ใช่จตุจักร ทั้งที่คนมักเรียกทำเลนี้รวม ๆ ว่ารัชดา ตัวโครงการอยู่ตรงจุดที่ซอยรัชดา 19 ทะลุมาเจอถนนวิภาวดีรังสิต ซึ่งเป็นที่มาของชื่อโครงการที่มีถนนสองเส้น
ระยะที่บันทึกไว้กับห้องทุกห้องคือ 750 เมตรถึงสถานี MRT รัชดาภิเษก (BL16) ที่ความเร็วเดินปกติราว 80 เมตรต่อนาที คือประมาณ 9–10 นาที เส้นทางคือออกจากซอยรัชดา 19 มาชนถนนรัชดาภิเษก แล้วเดินไปตามทางเท้าถึงปากทางสถานี ระยะนี้เดินได้จริงทุกวัน ต่างจากสายสีเหลืองที่อยู่ไกลกว่าเท่าตัว
ได้ แต่ไม่ควรวางแผนใช้ทุกวัน ระยะถึงสถานีลาดพร้าว (YL1) ต้นสายสีเหลืองคือ 1,500 เมตร หรือประมาณ 19 นาทีเดิน ซึ่งเป็นระยะที่คนส่วนใหญ่จะเปลี่ยนไปใช้วินมอเตอร์ไซค์หรือเรียกรถแทน สรุปคือโครงการนี้อยู่ระหว่างสองสายจริง แต่สายที่คุณจะใช้จริงทุกวันคือสายสีน้ำเงินที่สถานีรัชดาภิเษก ส่วนสายสีเหลืองเป็นทางเลือกสำรองที่ดีเวลาต้องไปฝั่งลาดพร้าว บางกะปิ หรือสำโรง
ข้อมูลที่มากับห้องทั้งสองห้องระบุตรงกันว่าสร้างเสร็จเดือนพฤศจิกายน 2562 ผู้พัฒนาคือ Major Development โครงการมี 4 อาคาร และพื้นที่อาคารรวมที่บันทึกไว้คือ 8,413 ตารางเมตร ห้องที่ผมถืออยู่กระจายอยู่คนละอาคาร คืออาคาร B หนึ่งห้อง และอาคาร D อีกหนึ่งห้อง ผมเป็นนายหน้าที่รับขายห้องมือสองจากเจ้าของ ไม่ได้เป็นตัวแทนของผู้พัฒนา
ค่าส่วนกลางที่บันทึกไว้คือ 65 บาทต่อตารางเมตรต่อเดือน แปลงเป็นเงินจริงคือห้อง 1 ห้องนอน 30 ตร.ม. ประมาณ 1,950 บาทต่อเดือน หรือ 23,400 บาทต่อปี และห้อง 2 ห้องนอน 61.41 ตร.ม. ประมาณ 3,992 บาทต่อเดือน หรือราว 47,900 บาทต่อปี ตัวเลข 65 บาทอยู่กลางค่อนไปทางสูงสำหรับตึกในโซนรัชดา-ดินแดง ซึ่งเป็นเรื่องปกติของโครงการหลายอาคารที่มีพื้นที่ส่วนกลางและพนักงานมากกว่าตึกเดี่ยว
ได้ ทั้งสองห้องระบุว่าอยู่ในโควตาต่างชาติ ผู้ซื้อชาวต่างชาติจึงถือกรรมสิทธิ์ในชื่อตัวเองได้ โดยต้องโอนเงินเข้ามาให้ถูกวิธีเพื่อให้ธนาคารออกแบบ FET ก่อนวางมัดจำควรขอให้นิติบุคคลยืนยันสัดส่วนโควตาต่างชาติที่เหลือของอาคารนั้นเป็นลายลักษณ์อักษร เพราะโควตานับแยกตามอาคาร ไม่ใช่ตามโครงการรวม
อยู่กลางกรอบ ห้อง 1 ห้องนอนอยู่ที่ 98,333 บาทต่อตารางเมตร และห้อง 2 ห้องนอนอยู่ที่ 100,961 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งเป็นขอบล่างของกลุ่มห้องรัชดาที่ผมถืออยู่ ส่วนตึกที่เก่ากว่าหรืออยู่ลึกเข้าไปในซอยจะลงไปต่ำกว่านั้นได้อีกมาก ภาพเปรียบเทียบทั้งย่านอยู่ในหน้าคอนโดรัชดา หน้านี้ตอบเฉพาะตึกนี้
เพราะในตึกนี้ผู้ขายทั้งสองรายตั้งราคาจากพื้นที่เกือบตรง ๆ ต่างกันแค่ 2,628 บาทต่อตารางเมตร หรือประมาณ 2.7 เปอร์เซ็นต์ ปกติห้องเล็กจะมีราคาต่อตารางเมตรสูงกว่าห้องใหญ่ชัดเจน การที่ตึกนี้แทบไม่มีส่วนต่างแปลว่าคุณซื้อพื้นที่ในราคาต่อตารางเมตรเกือบคงที่ พูดอีกแบบคือพื้นที่ส่วนที่เพิ่มขึ้นมา 31.41 ตร.ม. ของห้อง 2 ห้องนอน คิดออกมาได้ 103,470 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งสูงกว่าเรตของห้อง 1 ห้องนอนแค่ราว 5 เปอร์เซ็นต์
แทบไม่เหลือแล้ว ตามกฎหมายอาคารชุด ผู้ประกอบการรับประกันโครงสร้างหลัก 5 ปี และส่วนควบอื่น 2 ปี นับจากวันจดทะเบียนอาคารชุด ไม่ได้เริ่มนับใหม่ตอนคุณรับโอนต่อจากเจ้าของเดิม โครงการนี้สร้างเสร็จเดือนพฤศจิกายน 2562 ทั้งสองช่วงจึงเดินครบไปแล้ว หลังจากนี้งานซ่อมส่วนกลางเป็นภาระของนิติบุคคลและกองทุนซ่อมบำรุง ก่อนวางมัดจำจึงควรขอดูงบการเงินและรายงานการประชุมใหญ่ย้อนหลัง
ได้ ห้อง M01301 อยู่อาคาร B และห้อง M04670 อยู่อาคาร D ทั้งสองอาคารอยู่ในโครงการเดียวกัน เดินถึงกันได้ ผมนัดให้ดูต่อกันในวันเดียวเพื่อให้คุณเทียบระยะเดินจากล็อบบี้ถึงประตูโครงการ เสียงจากถนน และแสงช่วงบ่ายของทั้งสองอาคารด้วยตัวเอง รหัสชั้นของ M01301 มาในรูปแบบ B-A5 ตามที่ต้นทางแจ้ง ผมจะยืนยันเลขชั้นจริงกับนิติบุคคลให้ก่อนนัดทุกครั้ง
ไม่ต้องกรอกฟอร์ม ไม่ต้องทิ้งเบอร์ บอกแค่ว่างบเท่าไหร่ ต้องการกี่ห้องนอน อยู่เองหรือลงทุน และรับได้ไหมกับการเดิน 750 เมตรถึงสถานี ผมจัดคิวให้ดูทั้งอาคาร B และอาคาร D ในวันเดียว พร้อมยอดที่ต้องเตรียมในวันโอนจริงของห้องที่คุณสนใจ ถ้าไม่มีห้องไหนตรง ผมบอกตรง ๆ แล้วหาจากตึกอื่นในย่านรัชดาให้แทน
WeChat ID
arji7880
LINE ID
arji7880
คุยเรื่องห้อง งบ และนัดดูจริงได้ทาง WeChat — ตอบเป็นภาษาไทยและจีน